![]() |
| การจัดสวนแบบโรมัน |
การออกแบบจัดสวนแบบนี้จะให้ความสำคัญกับการปลูกไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม การใช้ประติมากรรมประกอบสวน การออกแบบสวนจะมีน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในรูปของสระน้ำ บ่อน้ำ สร้างจุดเด่นด้วยรูปทรงน้ำพุ การตัดแต่งรูปต้นไม้ให้มีลักษณะต่างๆ เช่น รูปสัตว์ รูปแท่งสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือตัดเป็นแท่งฉากลับแล สวนของชาวโรมันเป็นสวนที่สวยงาม มีอิทธิพลต่อการจัดสวนมาจนถึงศตวรรษที่ 20
![]() |
| การจัดสวนแบบฝรั่งเศษ |
การจัดสวนแบบเป็นระเบียบได้มาถึงยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือในยุคเรเนสซอง (Renaissance) ของอิตาลี โดยเริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 การออกแบบสวนของอิตาลีและฝรั่งเศสต่างก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน และได้พยายามพัฒนาศิลปะการจัดสวนจนถำอได้ว่าเป็นยุคของการจัดสวนที่มีชื่อเสียงของชาวตะวันตก
ชาวฝรั่งเศสได้พัฒนารูปแบบการจัดสวนแบบ formal style ได้สมบูรณ์มากที่สุด พิถีพิถันทั้งในการออกแบบและการเลือกพันธุ์ไม้ตัดแต่งพันธุ์ไม้เป็นรูปทรง เป็นระเบียบแบบแผนที่กำหนด
จุดเด่นคือ การสร้างความสมดุลของทัศนียภาพสวนโดยรวมมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ เช่นส่วนที่เป็นสวนผลไม้ เป็นน้ำตก น้ำพุ ที่ผักผ่อน การพัฒนารูปแบบการจัดสวนของฝรั่งเศส ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้โปรดให้สร้างสวนใหญ่ในพระราชวังแวร์ซายส์ ซี่งออกแบบโดย Andre Lenote นับเป็นสวนที่มีลักษณะโดดเด่น สวยงาม จนถึงเป็นต้นฉบับของสวนแบบประดิษฐ์ในยุคนี้
![]() |
| การจัดสวนแบบสเปน |
จากประวัติศาสตร์สเปนได้รับอิทธิพลการจัดสวนจากโรมัน และชาวมัวร์ (อาหรับ) สวนจึงมีลักษณะทางยุโรปและตะวันออกกลางรวมกัน หากชาวสเปนมีความสามารถปรับปรุงให้เหมาะสม สัมพันธ์กับสภาพทางภูมิประเทศและหลักความเชื่อ สวนในประวัติศาสตร์ของสเปนที่มีชื่อเสียง และยิ่งใหญ่คือ Alhambra และ Generallife
ลักษณะการจัดสวนเป็นแบบแผน เป็นแบบ Formal แต่ก็มีลักษณะของธรรมชาติที่แสดงให้เห็นอยู่บ้าง
มีการนำน้ำและการใช้น้ำเป็นองค์ประกอบสวน สร้างจุดรวมสายตาด้วยน้ำพุ การใช้น้ำล้อมรอบให้ความร่มเย็นแก่บ้าน ลักษณะทางสถาปัตยกรรมประกอบสวน จะให้ความสำคัญมาก ส่วนใหญ่รับอิทธิพลจากอาหรับ
![]() |
| การจัดสวนแบบอังกฤษ |
ในระยะแรกๆ อังกฤษยังได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส คือการจัดสวนแบบมีระเบียบ มีการตัดแต่งรูปทรงพันธุ์ไม้เป็นรูปต่างๆ ต่อมาในศตวรรษที่ 17 ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดโดยประชาชนเริ่มให้ความสนใจในรูปแบบสวนที่มีขนาดเล็ก ประกอบบ้านพักอาศัย ที่เรียกว่า Cottage garden โดยเน้นส่วนประกอบในเนื้อที่ของประตูทางเข้า หน้าต่างโดยใช้ไม้ กระถางประดับตกแต่งในบางส่วน
ในศตวรรษที่ 18 ประชาชนมีอิสระในแนวคิดมากขึ้น โดยได้รับอิทธิพลจากกลุ่มศิลปิน นักเขียนที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดสวนที่มีขนาดใหญ่ ยุ่งยาก แต่จะมุ่งไปที่รูปแบบธรรมชาติ โดยการจัดสร้างเลียนแบบจากธรรมชาติแล้วนำมาปรุงแต่งเพิ่มเติม มีสนามหญ้าเปิดกว้าง ลำธาร โขดหิน น้ำตก จนเกิดความกลมกลืน สวยงาม การจัดกลุ่มพันธุ์ไม้ เน้นความง่ายในการดูแลรักษาเป็นสำคัญ จนทำให้เกิดสวนประเภท Informal style ขึ้นมาบางครั้งเรียกสวนแบบนี้ว่า Naturalistic style จึงนับได้ว่าอังกฤษเป็นชาติแรกทางตะวันตก ที่พัฒนารูปแบบสวน แบบประดิษฐ์ที่มีขนาดใหญ่มาเป็นสวนแบบธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุด




0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น