วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การจัดสวนแบบต่างๆ

การจัดสวนแบบโรมัน
จัดสวนแบบโรมัน
การออกแบบจัดสวนแบบนี้จะให้ความสำคัญกับการปลูกไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม การใช้ประติมากรรมประกอบสวน การออกแบบสวนจะมีน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในรูปของสระน้ำ บ่อน้ำ สร้างจุดเด่นด้วยรูปทรงน้ำพุ การตัดแต่งรูปต้นไม้ให้มีลักษณะต่างๆ เช่น รูปสัตว์ รูปแท่งสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือตัดเป็นแท่งฉากลับแล สวนของชาวโรมันเป็นสวนที่สวยงาม มีอิทธิพลต่อการจัดสวนมาจนถึงศตวรรษที่ 20

การจัดสวนแบบฝรั่งเศษ
จัดสวนแบบอิตาลีหรือแบบฝรั่งเศส
การจัดสวนแบบเป็นระเบียบได้มาถึงยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือในยุคเรเนสซอง (Renaissance) ของอิตาลี โดยเริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 การออกแบบสวนของอิตาลีและฝรั่งเศสต่างก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน และได้พยายามพัฒนาศิลปะการจัดสวนจนถำอได้ว่าเป็นยุคของการจัดสวนที่มีชื่อเสียงของชาวตะวันตก

ชาวฝรั่งเศสได้พัฒนารูปแบบการจัดสวนแบบ formal style ได้สมบูรณ์มากที่สุด พิถีพิถันทั้งในการออกแบบและการเลือกพันธุ์ไม้ตัดแต่งพันธุ์ไม้เป็นรูปทรง เป็นระเบียบแบบแผนที่กำหนด

จุดเด่นคือ การสร้างความสมดุลของทัศนียภาพสวนโดยรวมมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ เช่นส่วนที่เป็นสวนผลไม้ เป็นน้ำตก น้ำพุ ที่ผักผ่อน การพัฒนารูปแบบการจัดสวนของฝรั่งเศส ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้โปรดให้สร้างสวนใหญ่ในพระราชวังแวร์ซายส์ ซี่งออกแบบโดย Andre Lenote นับเป็นสวนที่มีลักษณะโดดเด่น สวยงาม จนถึงเป็นต้นฉบับของสวนแบบประดิษฐ์ในยุคนี้

การจัดสวนแบบสเปน
จัดสวนแบบสเปน
จากประวัติศาสตร์สเปนได้รับอิทธิพลการจัดสวนจากโรมัน และชาวมัวร์ (อาหรับ) สวนจึงมีลักษณะทางยุโรปและตะวันออกกลางรวมกัน หากชาวสเปนมีความสามารถปรับปรุงให้เหมาะสม สัมพันธ์กับสภาพทางภูมิประเทศและหลักความเชื่อ สวนในประวัติศาสตร์ของสเปนที่มีชื่อเสียง และยิ่งใหญ่คือ Alhambra และ Generallife

ลักษณะการจัดสวนเป็นแบบแผน เป็นแบบ Formal แต่ก็มีลักษณะของธรรมชาติที่แสดงให้เห็นอยู่บ้าง
มีการนำน้ำและการใช้น้ำเป็นองค์ประกอบสวน สร้างจุดรวมสายตาด้วยน้ำพุ การใช้น้ำล้อมรอบให้ความร่มเย็นแก่บ้าน ลักษณะทางสถาปัตยกรรมประกอบสวน จะให้ความสำคัญมาก ส่วนใหญ่รับอิทธิพลจากอาหรับ

การจัดสวนแบบอังกฤษ
การจัดสวน แบบอังกฤษ
ในระยะแรกๆ อังกฤษยังได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส คือการจัดสวนแบบมีระเบียบ มีการตัดแต่งรูปทรงพันธุ์ไม้เป็นรูปต่างๆ ต่อมาในศตวรรษที่ 17 ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดโดยประชาชนเริ่มให้ความสนใจในรูปแบบสวนที่มีขนาดเล็ก ประกอบบ้านพักอาศัย ที่เรียกว่า Cottage garden โดยเน้นส่วนประกอบในเนื้อที่ของประตูทางเข้า หน้าต่างโดยใช้ไม้ กระถางประดับตกแต่งในบางส่วน

ในศตวรรษที่ 18 ประชาชนมีอิสระในแนวคิดมากขึ้น โดยได้รับอิทธิพลจากกลุ่มศิลปิน นักเขียนที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดสวนที่มีขนาดใหญ่ ยุ่งยาก แต่จะมุ่งไปที่รูปแบบธรรมชาติ โดยการจัดสร้างเลียนแบบจากธรรมชาติแล้วนำมาปรุงแต่งเพิ่มเติม มีสนามหญ้าเปิดกว้าง ลำธาร โขดหิน น้ำตก จนเกิดความกลมกลืน สวยงาม การจัดกลุ่มพันธุ์ไม้ เน้นความง่ายในการดูแลรักษาเป็นสำคัญ จนทำให้เกิดสวนประเภท Informal style ขึ้นมาบางครั้งเรียกสวนแบบนี้ว่า Naturalistic style จึงนับได้ว่าอังกฤษเป็นชาติแรกทางตะวันตก ที่พัฒนารูปแบบสวน แบบประดิษฐ์ที่มีขนาดใหญ่มาเป็นสวนแบบธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุด

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น